ห้องข่าว

ข่าว

'บมจ.พริมา มารีน' มั่นใจรายได้ปีนี้เติบโตตามเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 10% รับข่าวดีแนวโน้มธุรกิจส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง
ย้อนกลับ11 พฤษภาคม 2561

บมจ. พริมา มารีน ("PRM") ส่งสัญญาณภาพรวมผลการดำเนินงาน 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้ จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง คงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไม่ต่ำกว่า 10% ระบุแนวโน้มกลุ่มธุรกิจขนส่งน้ำมันฯ จะเติบโตแรงจากการเข้าซื้อกิจการ Big Sea ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนส่งและจัดเก็บหรือ FSU จะปรับลดจำนวนเรือให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่ผันผวน ส่วนธุรกิจขนส่งและสนับสนุนหรือ Offshore เชื่อกลับมาเติบโตจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้ง ด้านผู้บริหารประเมินผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/61 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 4/60 แต่ยังคงไม่เป็นที่น่าพอใจ หลังทำรายได้จากการขายและการบริการ 1,018.5 ล้านบาทและกำไรสุทธิ 146.8 ล้านบาท

นายชาญวิทย์ อนัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) ("PRM") ผู้ให้บริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์น้ำมันกึ่งสำเร็จรูปและปิโตรเคมีเหลวทางเรืออย่างครบวงจร รวมถึงให้บริการเรือขนส่งที่สนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล และการบริหารจัดการกองเรือของอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมี เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงไตรมาส 1/61 สภาวะตลาดและอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศยังคงมีความผันผวน ซึ่งส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทในไตรมาส 1/61 ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด และได้มีการปรับแผนการบริหารเรือในแต่ละธุรกิจหลักให้สอดคล้องกับปัจจัยภายนอกที่มีความผันผวน จะเห็นได้จากผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/61 ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 4/60 พอสมควร และคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง และมีนโยบายในการเปลี่ยนแปลงประมาณการของการคำนวณค่าเสื่อมราคาของเรือเดินทะเล โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นมา ทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีต้นทุนการให้บริการลดลงกว่า 80 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการประมาณการเดิม

ฝ่ายบริหารเชื่อว่า กลุ่มธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและปิโตรเคมีเหลว (ธุรกิจเรือขนส่งฯ) จะเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง จากการที่บริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้นของ Big Sea และเริ่มรับรู้รายได้จากการดำเนินงานหลังไตรมาส 2 ส่งผลให้บริษัทฯ มีศักยภาพในการขนส่งที่แข็งแกร่งขึ้นจากจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้นอย่างเท่าตัวรวมถึงได้เพิ่มฐานลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศ เช่น กลุ่มบางจาก ส่งผลให้ PRM ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจขนส่งน้ำมันทางเรือในประเทศด้วยส่วนแบ่งการตลาด 49% รวมถึงมีการปรับสัญญาให้บริการใหม่ สำหรับเรือขนส่งขนาดใหญ่ในเส้นทางต่างประเทศ จากการขนส่งรายเที่ยวเป็นการขนส่งแบบ Time Charter ที่ให้ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบด้านเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ส่วนธุรกิจขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปหรือ FSU มีแนวโน้มฟื้นตัวจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารเรือให้สอดคล้องกับภาวะตลาด โดยมีแผนงานปรับลดจำนวนเรือลง 2 ลำ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและยังทำให้เรือที่เหลือมีอัตราการใช้งานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการด้านต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการทำกำไรที่ดีขึ้นจากกลุ่มธุรกิจนี้ได้

ขณะที่กลุ่มธุรกิจเรือขนส่งและสนับสนุนกิจการสำรวจและผลิตหรือ Offshore คาดว่าจะมีความต้องการใช้เรือเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมันดิบและสถานการณ์ด้านพลังงานของประเทศ โดยปัจจุบันภาครัฐอยู่ระหว่างการเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและบงกช ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อการดำเนินธุรกิจของ PRM

ส่วนธุรกิจบริหารจัดการเรือในปีนี้ PRM ได้เข้ารับบริหารเรือจากบริษัทภายนอกเพิ่มขึ้น 4 ลำ จากการที่กลุ่มบริษัทฯมีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนการให้บริการที่ดีขึ้น จึงทำให้รายได้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PRM กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/61 บริษัทฯ มีรายได้รวมจากการขายและการบริการ 1,018.5 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสำหรับงบการเงินรวม 146.8 ล้านบาท ชะลอตัวเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจขนส่งและจัดเก็บ FSU มีรายได้ลดลงจากผลกระทบของการปรับเปลี่ยนนโยบายการนำเข้าน้ำมันดิบของกลุ่มโรงกลั่น Tea Pot ในประเทศจีน ทำให้มีการกักเก็บน้ำมันเพื่อเก็งกำไรลดลง ประกอบกับ กลุ่มธุรกิจเรือขนส่งฯ ระหว่างประเทศได้รับผลกระทบจากสภาวะกลไกลของตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมาที่มีอุปทานมากกว่าอุปสงค์

"ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/61 คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้และจะเริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี จากการปรับแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับภาวะตลาดของกลุ่ม FSU และการเข้าซื้อกิจการ Big Sea ที่จะทำให้รับรู้รายได้ทันทีและมีผลให้กลุ่มธุรกิจเรือขนส่งเติบโตดีขึ้น รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่เอื้อต่อความต้องการใช้เรือในธุรกิจเรือ Offshore เพิ่มขึ้น ดังนั้น เราจึงมั่นใจว่าในปีนี้จะทำรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 10%" นายชาญวิทย์ กล่าว